กรณีศึกษา ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง 
นานนับกว่า 25 ปี แล้วจากแนวพระราชดำรัสชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงและการก่อกำเนิดขึ้นของทฤษฎีแห่งการพึ่งตนเองที่มีการทำความเข้าใจ ทดลอง นำออกสู่การปฏิบัติการจริงในสนาม จนเป็นที่ยอมรับกันว่า "วิธีคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพียงเท่านั้น คือ ทฤษฎีที่สามารถสร้างความมั่นคงและทำให้ชุมชนเอาตัวรอดได้อย่างแท้จริง"
หนังสือชุด กรณีศึกษา ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง 5 ชุมชนตัวอย่าง (บ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ จ.บุรีรัมย์ ,บ้านร่องกาศใต้ จ.แพร่ ,บ้านหนองกลางดง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ,บ้านวังลุ่ม จ.ระยอง ,ชุมชนแผ่นดินทองคอยรุตตั๊กวา จ.กรุงเทพฯ) ผลิตโดย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (Local Development Institute (LDI)) จัดทำโดย คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (พิมพ์ล่าสุด มีนาคม 2548) พูดถึงความหมายของความพอเพียงเอาไว้อย่างน่าสนใจ
 

ความพอเพียงหมายถึง "ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีต่อผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน" ซึ่งความน่าสนใจอยู่ที่ประโยคที่ว่าด้วยระบบภูมิคุ้มกัน อันหมายถึง ระบบป้องกันแรงกระแทกจากภายนอกอันเกิดจากกระแสโลกาภิวัฒน์

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้หยุดเอาไว้เพียงเท่านั้น หากการถอดชุดความรู้จาก 5ชุมชนตัวอย่างเป็นลักษณะการถอดชุดความรู้ของความต่าง หมายถึง การปรับใช้ความพอเพียงใหม่ตามแต่ละสภาพการณ์ ตามความเหมาะสม คือ การเรียนรู้เชิงทฤษฎีเพื่อนำมาปรับใช้ (ไม่ใช่นำมาทั้ง ดุ้น)

บ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ ชุมชนคนกูย (ส่วยดั้งเดิม) ซึ่งอพยพมาจากบ้านเฉนียงและบ้านละโงนกรอย ต.บึง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ตั้งแต่ปี 2494 (ราว 10 ครอบครัว ประมาณ 70 คน) เพื่อหาที่ตั้งหมู่บ้านจนมาเจอพื้นที่ว่างข้างหนองน้ำบ้านแพงพวย ต.จันดุม อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ เรียกกันว่า "โคกมะม่วงหวาน" (เนื่องมาจากมีต้นมะม่วงใหญ่ที่มีรสชาติหวานมาก) จึงตัดสินใจตั้งหมู่บ้านบริเวณนั้น

หลักการความพอเพียงที่สำคัญของบ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ คือ มีเหตุผล พอประมาณและสร้างระบบคุ้มกันด้วยวิธีการออม "เราคุยกันว่าทำไมต้องไปกู้ธนาคารต้องเสียดอกเบี้ยให้เขาถ้าเราเอาเงินมากองรวมกันแล้วปล่อยกู้เองจะดีกว่าหรือเปล่าเพราะเงินที่ให้กู้ คือ เงินของเราเอง" เป็นวิธีคิดการพึ่งตนเองของชุมชนคนกูย

นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าชุมชน เรียนรู้เพื่อจัดการร่วมกัน,โรงสีชุมชน ผลิตร่วมกันเพื่อลดรายจ่าย,ฉางข้าว,รถนวดข้าว,โรงงานผลิตน้ำปลา,กลุ่มปุ๋ยอินทรีย์,รถยนต์บริการ,กลุ่มแม่บ้านบ้านม่วงหวานซึ่งใช้เวลาว่างเลี้ยงไหม ทอผ้า การนวดแผนไทยและการอนุรักษ์ควายไทยพร้อมกับย้ำความคิดพอเพียงว่า "คนกูย ถือว่า เงินไม่มีแต่มีข้าวก็อุ่นใจแล้ว"

ชุมชนต่อมา คือ บ้านร่องกาศใต้ ต.ร่องกาศ อ.สูงเม่น จ.แพร่ ชุมชนพอเพียงบนฐานพุทธธรรม ที่ใช้ศาสนาเป็นฐานของความพอเพียง กระบวนการพัฒนาที่มุ่งสร้างฐานคิดจิตใจ (สร้างคน สร้างงานและสร้างศีลธรรม) ควบคู่ไปกับการพัฒนาวัตถุ หนึ่งในหมู่บ้านตัวอย่างที่นำสถาบันศาสนาเข้าร่วมในงานพัฒนา พระสงฆ์จากวัดร่องกาศใต้จึงเป็นเสมือนผู้นำทั้งทางโลกและจิตวิญญาณ เล่ากันว่า ณ. บริเวณบ้านร่องกาศนี้ ชาวเวียงลอ ชนพื้นถิ่นเคยใช้เป็นที่พักวัว-ควาย ในฤดูน้ำหลากต่อมาเมื่อมีผู้อพยพเข้ามาตั้งหมู่บ้านจึงตั้งชื่อพื้นที่บริเวณนี้ว่า "บ้านร่องกาศขี้เหล็ก" เพราะลำห้วยสองสายที่ไหลผ่าน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นบ้านร่องกาศใต้ในปัจจุบัน

พระอธิการวิทูรย์ อธิจิตโต (สุรจิตต์) เจ้าอาวาสวัดร่องกาศให้สัมภาษณ์เอาไว้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อความเจริญทางวัตถุรุกเร้าความเจริญทางศีลธรรมเสื่อมถอย ความเชื่อ วิถีชีวิต วัฒนธรรม-ประเพณี ตลอดจนสภาวะแวดล้อมของชุมชนเปลี่ยนแปลง ขาดการเรียนรู้จากฐานราก ปรับตัวไม่ได้ จนต้องพึ่งพิงหลายสิ่งหลายอย่างจากภายนอก

“ถ้าเราไม่คิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ หลายสิ่งหลายอย่างจะลบเลือนไปเหมือน ๆ กับหลายชุมชน ถามใครก็ไม่รู้เรื่องชุมชนตนเอง" การเรียนรู้เรื่องราวชุมชนตนเองผ่านกิจกรรม ผ่านพิธีกรรมทางศาสนาจนพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้วัดร่องกาศใต้หรือ 'โฮงเฮียน ปุ๋มผญ๋า' จึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาหมู่บ้านจนทุกวันนี้

บ้านหนองกลางดง หมู่ที่ 7 ต.ศิลาลอย กิ่งอำเภอสามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมชนเข้มแข็งด้วยเศรษฐกิจพอเพียง จากชุมชน 'ต่างคน-ต่างอยู่' มาสู่การร่วมแรงร่วมใจทำแผนแม่บทสร้างสรรค์ชุมชนรับรู้ข้อมูลเรื่องราวที่แท้จริงซึ่งย้อนเวลาไปไม่เกิน 10 ปี ชุมชนหนองกลางดง ไม่มีการรวมกลุ่มพูดคุย ไม่มีกิจกรรมร่วมกัน เต็มไปด้วยปัญหาหนี้สิน-ทะเลาะเบาะแว้ง ยาเสพติด อิทธิพลท้องถิ่นและนักเลง

ผู้ใหญ่โชคชัย ลิ้มประดิษฐ์ หรือผู้ใหญ่โชคพร้อมแกนนำ (กรรมการ) บ้านหนองกลางดงเข้าทำงานพร้อมเผชิญปัญหายาเสพติดเป็นอันดับแรก ประกอบกับการสนับสนุนนโยบายจากภาครัฐ ด้วยที่ผ่านมาไม่มีใครคิดจัดการเรื่องนี้และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดใดก็ตาม ผู้ใหญ่โชคและแกนนำจัดการทั้งล่อซื้อและจับ จนไม่นานบรรยากาศชุมชนหนองกลางดงเริ่มดีขึ้น ปัญหายาเสพติดเบาบาง บางส่วนถูกจับ บางส่วนเลิก หากสิ่งสำคัญกว่า คือ ความเชื่อมั่น-ศรัทธาในตัวผู้นำ

“งานหนัก คือ การต่อสู้กับบริโภคนิยมซึ่ง วันนี้ ครองสื่อกระแสหลักไปเป็นที่เรียบร้อยและทำให้คนเกินพอเพียงเพราะฉะนั้นเราทำงานในเชิงกว้างไม่ได้ ต้องทำงานระดับลึก ระดับย่อย ๆ ระดับครัวเรือน ระดับชุมชน เป็นการะเบิดจากข้างใน" ผู้ใหญ่โชคย้ำ ตามสไตล์นักเลงรุ่นเก๋าที่ถือสิทธิเท่ากันในความเป็นมนุษย์

บ้านวังลุ่ม ต.ละอุ่นเหนือ อ.ละอุ่น จ.ระนอง ชุมชนที่เปลี่ยนวิกฤติภัยธรรมชาติโคลนถล่ม พลิกฟื้นชุมชนพัฒนาระบบเศรษฐกิจพอเพียงเพราะเป็นพื้นที่ที่มีการจัดการระบบชุมชนด้วย 'เศรษฐกิจพอเพียง' มาช้านาน ประกอบกับเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แม้จะเกิดภัยทางธรรมชาติที่รุนแรงแต่ชาวบ้านยังหยัดยืนบนวิถีของความพอเพียงและพึ่งพิงตนเอง

ปลายสิงหาคม 2539 ฝนตกติดต่อกัน 10 วัน จนเกิดดินโคลนถล่มทับบ้านเรือนสัตว์เลี้ยงพืชผลเสียหายและชาววังลุ่มเสียชีวิตหนึ่งคนจนชาวบ้านพูดเข้าทำนองเดียวกันว่า "เป็นวิกฤติการณ์ร้ายแรงที่สุดเท่าที่ชุมชนเคยประสบมา" และโชคดีนักหนาที่วันเกิดเหตุเป็นช่วงกลางวัน มิเช่นนั้น จะมีผู้คนล้มตายมากกว่านี้ เรื่องนี้ ผู้ใหญ่สุคนธ์ แซ่อุ๋ย เล่าว่า "ชาวบ้านต้องไปขนข้าวเปลือกซึ่งถูกดินถล่มมาแช่น้ำแล้วเอาไปสีแจกจ่ายให้สมาชิกที่เดือดร้อน"

การฟื้นฟูชุมชนได้เริ่มต้นผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองแนวคิดหลัก คือ การพัฒนาตนจากภายในและป้องกันตนจากระบบภายนอก กิจกรรมระบบประปาภูเขา จึงเป็นเสมือนเส้นเลือดหลัก,การอนุรักษ์พันธุ์ปลาที่ผู้ใหญ่สุคนธ์บอกอย่างภาคภูมิใจว่า ชาววังลุ่มมีวิธีการอนุรักษ์พันธุ์ปลามากว่า 80 ปี แล้ว,กลุ่มออมทรัพย์,กองทุนสวัสดิการหมู่บ้านที่ไม่จำเป็นต้องรอกองทุนหมู่บ้านอื่น ๆ,กองทุนฌาปนกิจ “เหตุการณ์ดินถล่มทำให้เราคิดได้ว่า ป่า คือ ส่วนประกอบซึ่งสำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต เราจึงเริ่มปลูกป่าถาวรและป่าชุมชนเพื่อไว้ใช้สอย" ชาววังลุ่มคนหนึ่งย้ำความคิด

คอยรุตตั๊กวา หมู่ 5 แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก ชุมชนมุสลิม 1 ใน 5 กรณีศึกษาชุมชนตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำหลักการศาสนามาประยุกต์และเปิดบทบันทึกเอาไว้อย่างน่าสนใจ "วิถีแห่งศาสนาอิสลามสอนให้คนอาทรและแบ่งปันมีความสอดคล้องกับวิถีปรัชญาที่ว่า "เมื่อความพอเพียงในครอบครัวเกิด เจ้าจึงแบ่งปันไปสู่ครอบครัวข้างเคียง" จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากจะกล่าวว่า หลักปรัชญาแห่งชีวิตของชาวมุสลิม คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยตรง

สมชาย สมานตระกูล ประธานชุมชนคอยรุตตั๊กวา ชุมชนแผ่นดินทองเล่าถังประวัติศาสตร์กว่า 130 ปี จากครอบครัว นายอิบรอฮีมกับนางชานี บีดิลและ ซึ่งอพยพมาจากจังหวัดปัตตานีเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ริมคลองลำไทรสืบเชื้อสายขยายลูกหลานวงศ์วานแผ้วถางที่ทำกินออกไปและมีคนย้ายเข้ามาเพิ่ม จนชุมชนขยายใหญ่จนเรียกรวมว่า "หมู่บ้านลำไทร" ขณะปัจจุบันเกิดการขยายตัวของเมืองและการรุกเข้ามาของเขตธุรกิจ โรงงานอุตสหากรรม การพาณิชย์ ประธานสมชายได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่า

“การเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวหมู่บ้านลำไทรอยู่บ้างเหมือนกันเพราะคนรุ่นใหม่ในชุมชนนิยมออกไปประกอบอาชีพนอกหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็น รับราชการ ค้าขาย หรือเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ขณะที่คนรุ่นพ่อแม่ยังทำการเกษตรเลี้ยงชีพ" หากประธานชุมชนย้ำว่า วิถีทางสองอย่างนี้จะต้องเกื้อกูล

เมื่อหลายคนถามว่าจะรักษาตรงนี้เอาไว้ได้อย่างไร "ประการแรก สานเจตนารมณ์อิสลาม (บรรพบุรุษ) รักษาวัฒนธรรมเป็นทางนำชีวิต ประการต่อมา คือ ใช้การศึกษาและนำความรู้มาพัฒนาชุมชน ประการที่สาม นำหลักการทางอิสลามมาเป็นพื้นฐานในจิตใจ เป็น 'ภูมิคุ้มกัน' สำคัญและประการสุดท้าย คือ ใช้ทรัพยากรจากชุมชนของเราเอง"

แม้ว่าหนังสือชุด 5 ชุมชนกรณีศึกษาระบบเศรษฐกิจพอเพียงที่ผลิตโดยสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนาเล่มนี้จะเป็นหนังสือเชิงวิชาการ (หนัก ๆ) อีกเล่มที่มุ่งถอดสรุปบทเรียน ระบบ กลไก ของชุมชนตัวอย่างที่นำทฤษฎีความพอเพียงมาปรับประยุกต์ใช้ หากสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ ชุดความรู้ที่ว่านี้ได้ผ่านการคิดและระดมกำลังสมองออกมาจากชุมชน ไม่ใช่ความรู้ที่เกิดจากข้างนอกแต่อย่างใด ภายใต้ ความพอประมาณ ไม่มากไม่น้อย ไม่เบียดเบียน ป้องกันเตรียมตัวพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น


กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ

ที่มาของข้อมูล www.thaingo.org